วันอังคารที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2562

[แปลเพลง] The 1975 - If I Believe You







Transbymatt – เพลงนี้เป็นเพลงที่เปรียบเสมือนการสวดอ้อนวอนต่อพระเจ้า
ของศิลปินผู้กำลังต่อสู้กับสภาพจิตใจอันย่ำแย่ของตนเอง
เพลงนี้จึงเป็นการตั้งคำถามต่อตนเองว่า
การไม่เชื่อในพระเจ้านั้นทำให้ชีวิตของเขานั้นเต็มไปด้วยอุปสรรคใช่หรือไม่
instrumental ของเพลงนี้ได้รับแรงบัลดาลใจมาจากเพลงแนว jazzy gospel ค่ะ.

เพลงเกี่ยวกับความเชื่อเรื่องพระเจ้าในอัลบั้มนี้ยังมีเพลง "Nana" อีกหนึ่งเพลง
ซึ่งตัวเอกของเพลงนั้นก็คือแมตตี้ ผู้ที่ไม่เคยเลื่อมใสในศาสนาของตนเองเลย
รวมไปถึงเพลง "Antichrist" ในอัลบั้มก่อนหน้านั้นด้วย

Truman_Black - Religious belief resolves no moral problem and yields no knowledge

Q : Matty Healy ไม่เคยเลื่อมใสในศาสนาเลยใช่หรือไม่?
A : แมตตี้ไม่ได้เป็นผู้ที่เลื่อมใสในศาสนาเท่าใดนัก
เขาเชื่อมั่นอย่างหนักแน่นว่าศาสนาไม่สามารถมีบริบททางสังคมได้มากเท่าไหร่
แต่อย่างไรก็ตาม หลายเพลงของเขาที่มีความเชื่อเรื่องศาสนามาเกี่ยวข้อง
ได้แสดงให้เห็นว่าเขาเองก็ยังปราถนาที่จะเชื่อในบางสิ่งเช่นกัน




- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -





I’ve got a God shaped hole that’s infected
ผมมีรูปปั้นที่แสนจะมัวหมองของชายคนนั้น
And I’m petrified of being alone now
แล้วก็เริ่มกลัวการที่จะต้องอยู่ตัวคนเดียว
It's pathetic, I know
ผมรู้ว่ามันช่างน่าสมเพชเหลือเกิน
( แมตตี้เป็น humanist ซึ่งทำให้เขากลายเป็นขั้วที่อยู่ตรงข้ามกับศาสนาไปอย่างสิ้นเชิง
  ถึงแม้ว่าเขาจะไม่มีศาสนาแต่แมตตี้เคยบอกว่าเขาเองก็มี "God Complex เป็นคำที่เราเองก็แปลไม่ถูกเหมือนกันค่ะ
  เพราะไม่เคยได้ยินคำนี้เลย แต่ถ้าเปรียบกับเพลงนี้แล้ว God Complex น่าจะหมายถึงความเชื่อเล็กๆที่ซ่อนอยู่ภายใน
  จิตใจของแมตตี้นั่นเองค่ะ ) 


And I tossed and I turn in my bed
ตัวผมที่พยายามจะข่มตานอนให้หลับ
It's just like I Lostmyhead (Lostmyhead)
มันเหมือนกับตอนนี้ภายในหัวของผมมันว่างเปล่า
( แมตตี้กำลังพูดถึงปัญหาเรื่องสุขภาพจิตของตัวเขาเอง ท่อนนี้อาจจะตีความได้ว่า
  ที่แมตตี้มีปัญหาด้านสุขภาพจิตนั่นเป็นเพราะเขาไม่ได้เลื่อมใสในศาสนา
  ในเพลงนี้แมตตี้ได้อ้อนวอนต่อพระเจ้าให้ช่วยเขาพ้นจากความทุกข์ที่เกิดขึ้นในจิตใจของตน ) 


And if I believe you
และถ้าผมเชื่อคุณ
Will that make it stop?
คุณจะทำให้มันหยุดได้ไหม?
If I told you I need you
ถ้าผมบอกว่าต้องการคุณ
Is that what you want?
นั่นเป็นสิ่งที่คุณต้องการใช่ไหม?
And I'm broken and bleeding
ตัวผมที่ไร้ซึ่งพละกำลัง
And begging for help
ได้เริ่มอ้อนวอนขอความช่วยเหลือ
And I'm asking you Jesus, show yourself
ผมกำลังขอร้องคุณนั่นแหละ ได้โปรดแสดงตัวออกมาเถอะ
( ในท่อนนี้ของเพลง แมตตี้กำลังทำให้พวกเราเห็นว่าเขากำลังทำตัวขัดแย้งกับคำว่าไม่เชื่อในพระเจ้าของเขาเอง
  เขาต้องอดทนเพื่อที่จะให้ปัญหาหลายสิ่งผ่านพ้นไปเร็วๆ แต่ก็คิดขึ้นมาได้ว่าถ้าหากลองอ้อนวอนต่อพระเจ้า
  ความเจ็บปวดเหล่านี้อาจจะบรรเทาลงไปได้บ้าง 
  แมตตี้เคยให้สัมภาษณ์กับ Joiz เขากล่าวว่าศาสนาก็เป็นเหมือนกับโรคร้าย ซึ่งแทรกตัวอยู่ทั่วไปในสังคม
  บังคับให้ทุกคนที่มีความเชื่อเดียวกันปฏิบัติตามกันไปเป็นทอดๆ 
  แต่แมตตี้เองก็ยังบอกว่า เขานั้นอิจฉาคนที่มีความซื่อสัตย์ในจิตใจเป็นอย่างมากและก็หวังว่าจะมีความเชื่อ
  หรือความซื่อสัตย์ได้แบบนั้นบ้าง ) 


I thought I’d met you once or twice
ผมคิดว่าผมน่าจะเคยเจอคุณครั้งหรือสองครั้งนะ
But that was just because the dabs were nice and opening up my mind
นั่นอาจจะเป็นเพราะผมเริ่มเปิดใจของตัวเองให้กว้างขึ้น
Showing me consciousness is primary in the universe
แสดงให้ผมเห็นสิว่าจักรวาลนี้ใช้คำว่าสติเป็นที่ตั้ง
And I had a revelation
ผมจะได้เปิดเผยมันออกมาสักที
( สำหรับผู้ที่ใช้สารเสพติดอย่างเช่น mescaline LSD psilocybin และ DMT ซึ่งจะมีอาการเคลิบเคลิ้ม
  Revelation ในที่นี้อาจจะหมายถึงคำว่า psychedelic มาจากภาษากรีกซึ่งแปลว่าการเปิดใจ
  ซึ่งแมตตี้อาจจะประสาทหลอนจากการใช้ยาเลยทำให้เขาคิดว่าเคยได้เจอกับพระเจ้ามาแล้วสองครั้ง ) 


I'll be your child if you insist
ถ้าคุณยังยืนยันแบบนั้นผมก็จะเป็นลูกของคุณ
I mean if it was you that made my body
หมายถึงว่าถ้าคุณเป็นผู้สร้างร่างกายของผมขึ้นมา
You probably shouldn't have made me atheist
คุณก็ไม่ควรทำให้ผมไม่เชื่อในพระเจ้าสิ
But, oh, I’m a lesbian kiss
แต่ว่านะ โอ้..ผมจูบกับเลสเบี้ยนไปซะแล้ว
( เพราะแมตตี้ไม่เชื่อในพระเจ้าและเขาก็เป็นคนที่ดิ้นรนด้วยความสามารถของตัวเองมาตลอด
  เขาจึงล้อเลียนไบเบิ้ลในท่อนนี้ของเพลง "ถ้าคุณยืนยันว่าผมเป็นลูกของคุณ" แลัวก็เหน็บต่อด้วยคำถามว่า
  "ถ้าสร้างผมขึ้นมาจริงๆ ทำไมถึงทำให้ผมเชื่อในพระเจ้าไม่ได้ล่ะ" จากนั้นก็จิกต่ออีกครั้งกับคำว่า lesbian kiss
  เพราะในไบเบิ้ลบอกว่าพวกเราไม่ควรจูบกับเลสเบี้ยน ) 


I'm an evangelist
ผมนี่แหละผู้เผยแพร่
And if you don't want to go to hell then Miss, you better start selling this
ถ้าคุณไม่อยากตกนรกก็ควรเริ่มขายสิ่งนี้ได้แล้วนะ
( ท่อนนี้เปรียบเสมือนกับการเทศนาของบาทหลวง ซึ่งนักเทศน์จะใช้ความกลัวให้ผู้คนเปลี่ยนมาเข้าศาสนาของตน
 "ถ้าใครไม่เชื่อในพระเจ้าก็จะต้องตกนรก" ในท่อน "you better start selling this" หมายถึง คุณจะเชื่อเพียงอย่าง
  เดียวไม่ได้ คุณจะต้องส่งต่อความเชื่อนี้ให้ผู้อื่นด้วย 


And if I believe you
และถ้าผมเชื่อคุณ
Will that make it stop?
คุณจะทำให้มันหยุดได้ไหม?
If I told you I need you
ถ้าผมบอกว่าต้องการคุณ
Is that what you want?
นั่นเป็นสิ่งที่คุณต้องการใช่ไหม?
And I'm broken and bleeding
ตัวผมที่ไร้ซึ่งพละกำลัง
And begging for help
ได้เริ่มอ้อนวอนขอความช่วยเหลือ
And I'm asking you Jesus, show yourself
ผมกำลังขอร้องคุณนั่นแหละ ได้โปรดแสดงตัวออกมาเถอะ
( ในท่อนนี้ของเพลง แมตตี้กำลังทำให้พวกเราเห็นว่าเขากำลังทำตัวขัดแย้งกับคำว่าไม่เชื่อในพระเจ้าของเขาเอง
  เขาต้องอดทนเพื่อที่จะให้ปัญหาหลายสิ่งผ่านพ้นไปเร็วๆ แต่ก็คิดขึ้นมาได้ว่าถ้าหากลองอ้อนวอนต่อพระเจ้า
  ความเจ็บปวดเหล่านี้อาจจะบรรเทาลงไปได้บ้าง 
  แมตตี้เคยให้สัมภาษณ์กับ Joiz เขากล่าวว่าศาสนาก็เป็นเหมือนกับโรคร้าย ซึ่งแทรกตัวอยู่ทั่วไปในสังคม
  บังคับให้ทุกคนที่มีความเชื่อเดียวกันปฏิบัติตามกันไปเป็นทอดๆ 
  แต่แมตตี้เองก็ยังบอกว่า เขานั้นอิจฉาคนที่มีความซื่อสัตย์ในจิตใจเป็นอย่างมากและก็หวังว่าจะมีความเชื่อ
  หรือความซื่อสัตย์ได้แบบนั้นบ้าง ) 


If I'm lost then how can I find myself?
If I'm lost then how can I find myself?
If I'm lost then how can I find myself?
ถ้าผมสูญเสียความเป็นตัวเองไปต้องทำยังไงถึงจะหามันเจออีกครั้ง?
If I'm lost now then how can I find myself?
If I'm lost now then how can I find myself?
ถ้าผมสูญเสียตัวตนไปแล้วจะต้องทำยังไงถึงจะหามันเจออีกครั้ง?
If I'm lost then how can I find myself?
ถ้าผมสูญเสียความเป็นตัวเองไปต้องทำยังไงถึงจะหามันเจออีกครั้ง?
Then how can I find myself?
จะต้องทำยังไงถึงจะค้นหาตัวตนเจอ?
If I'm lost now then how can I find myself?
ถ้าผมสูญเสียตัวตนไปแล้วจะต้องทำยังไงถึงจะหามันเจออีกครั้ง?
Yeah, yeah, yeah
If I'm lost now then how can I find myself?
ถ้าผมสูญเสียตัวตนไปแล้วจะต้องทำยังไงถึงจะหามันเจออีกครั้ง?
Yeah, yeah
( ผู้คนมักจะพยายามอยู่อย่างสันโดษเพื่อค้นหาคำว่า "ตัวตน" ในศาสนา แมตตี้ตั้งคำถามนี้ขึ้นมาเพื่อสื่อถึงคำว่า
  "แล้วถ้าหากว่าเราหลงทางอยู่ล่ะ จะรู้ได้ยังไงว่าตัวตนนั้นเป็นสิ่งที่เรากำลังค้นหาอยู่"
  “Amazing Grace” เป็นเพลงที่อธิบายเกี่ยวกับการค้นพบตนเองเมื่อได้เจอกับพระเจ้า
  อย่างในท่อนนี้ของเพลง "I once was lost, but now I’m found - ฉันผู้เคยหลงทางตอนนี้กลับพบแล้ว
  Was blind, but now I see - ฉันผู้เคยตาบอดกลับมองได้อย่างแจ่มแจ้ง" เนื้อร้องของแมตตี้กำลังสะท้อนถึงเพลงนี้
  "เราจะมีความสุขได้อย่างไร จะพอใจได้อย่างไร ถ้าหากยังอยู่อย่างโดดเดี่ยวและปราศจากการชี้ทางจากผู้ที่อยู่สูงกว่า"
  การที่แมตตี้ใช้ประโยคเดิมซ้ำๆในท้ายเพลง เพื่อสื่อว่าเขากำลังขัดแย้งกับตัวเอง
  ว่าจะเชื่อหรือไม่เชื่อในพระเจ้าดีนั่นเองค่ะ )



Lyrics source : The 1975 - If I Believe You



วันอาทิตย์ที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560

[แปลเพลง] The 1975 - Nana












Transbymatt – เพลงนี้เกี่ยวกับยายของแมตตี้ที่จากไปด้วยโรคมะเร็งในวัย 72 ปี












I wish you'd walk in again
ผมแค่หวังว่าคุณจะเดินเข้ามาหาอีกครั้ง
Imagine if you just did
ก็ได้แต่นั่งคิดไปแบบนั้น
I'd fill you in on the things you missed
ผมเติมเต็มส่วนที่คุณขาดให้ได้นะ
( ในสมัยที่ยายของแมตตี้ยังมีชีวิตอยู่ทั้งสองคนสนิทกันมาก
เมื่อยายของเขาจากไปแล้ว วันทั้งวันแมตตี้ก็ได้แต่นั่งภาวนา
ขอให้เธอฟื้นขึ้นมาอีกครั้ง เพื่อที่เขาจะได้เล่าเรื่องราวต่างๆในช่วงเวลา
ที่เธอหายไปให้ฟัง )
Oh sleepless Knights, a grown up man dressed in white
โอ้ อัศวินผู้ไม่เคยหลับใหล ชายผู้ยิ่งใหญ่ในชุดสีขาว
Who I thought might just save your life
คนที่ผมคิดว่าจะรักษาชีวิตของคุณเอาไว้ได้
But he couldn't, so you died
แต่เขาทำไม่ได้ คุณก็เลยตาย
(Sleepless Knights เป็นการเล่นคำในที่นี้หมายถึง หมอ,พยาบาล ที่กำลังช่วยชีวิตยายของเขาอยู่
ความหมายโดยรวมของท่อนนี้คือ แมตตี้หันหน้าเข้าหาศาสนาอีกครั้งและสวดภาวนา ขอให้ Man dressed in white #หมอ ช่วยชีวิตยายให้ได้แต่ก็ไม่ได้ผล)





I don't like it, now you're dead
ผมไม่ชอบเลยที่ตอนนี้คุณจากไปแล้ว
It's not the same when I scratch my own head
แม้กระทั่งตอนผมเกาหัวตัวเองมันก็ยังไม่เหมือนเดิม
I haven't got the nails for it
เพราะผมไม่มีเล็บพอที่จะเกามัน
(ความหมายที่แท้จริงก็คือ I haven't got the nails for it
(แมตตี้ตัดเล็บจนสั้นกุด)เป็นเพราะในขณะที่ยังมีชีวิตอยู่ยายกับเขาสนิทกันมาก
การจากไปที่ไม่มีวันกลับมาในครั้งนี้เลยมีผลกระทบกับแมตตี้มากที่สุด
ส่วนความหมายในเชิงเปรียบเทียบ แมตตี้พยายามจะสื่อถึงความสำคัญกับความสนิทสนมของเขากับยาย
เปรียบเธอเป็นเหมือนรอยเกาบนหนังหัวของเขา ที่คอยให้คำปรึกษาในเชิงบวกเพื่อให้เขาพัฒนาตัวเอง ซึ่งเธอคือสิ่งสำคัญที่สุดสิ่งหนึ่งในชีวิตของเขา I haven’t got the nails for it(ไม่มียายมาคอยสั่งสอน น่าจะอารมณ์ประมาณคอยชี้นิ้วสั่งสอน) แม้บางครั้งคำแนะนำนั้นจะจี้ใจดำและทำให้เขาเจ็บปวดไม่น้อย แต่ในที่สุดแมตตี้ก็รู้ว่าทั้งหมดที่ยายทำไปนั้นล้วนแต่เต็มไปด้วยความรักและห่วงใย)
And I know that God doesn't exist
ผมรู้ว่าพระเจ้าไม่มีจริงหรอก
And all the palaver surrounding it
ที่เราทำก็มีแต่พูดกับตัวเองแค่นั้น
But I like to think you hear me sometimes
แต่บางครั้งก็ยังแอบคิดว่าคุณจะได้ยินผมบ้าง
(นี่คือท่อนที่แสดงถึงความย้อนแย้งในตัวของแมตตี้ ด้านหนึ่งเขาหันหลังให้กับศาสนา รู้สึกเกลียดชังการนับถือพระเจ้าในแบบที่ไร้เหตุผลมาก ส่วนอีกด้านหนึ่งเขาก็ยังแอบคิดว่ามันก็เป็นความคิดที่ดีเหมือนกันนะที่ยังสามารถเชื่อว่าคนที่เรารักยังมีความสุขในชีวิตหลังความตายอยู่)





So I reached for a borrowed fleece
ผมมาถึงที่นี่เพื่อยืมเสื้อขนแกะเลยนะ
(การตายของยายส่งผลกระทบกับแมตตี้อย่างมาก เขารู้สึกหนาวเหน็บจนกระทั่งได้มองไปยังดวงอาทิตย์[You:always trying to keep warm, even though you are the sun – Matty] ถึงแม้ว่าเขาจะรักอิสระแต่เขาก็ยังต้องการที่จะสนับสนุนครอบครัวของตัวเอง สื่อให้เห็นในท่อนนี้กับคำว่า ยืมขนแกะ)
From my dad or from Denise
จากพ่อของผมหรือจากเดนิส
(ถึงแม้ท่อนนี้จะเป็นท่อนเดียวสั้นๆ แต่ต้องถอดความแยกเนื่องจากพ่อแม่ของแมตตี้แยกทางกันแล้วนั่นเอง ในส่วนของพ่อไม่มีการบอกอะไรมาก จะไปเยอะในคำว่า Denise[เดนิส] นั่นก็คือแม่ของเขานั่นเอง Denise Welch เป็น Celebrity ที่ดังมากๆใน UK ซึ่งในท่อนนี้เขากล่าวถึงแม่ของเขาสั้นๆด้วยการเรียกชื่อ Denise แต่เหตุผลหลักที่แยกคำว่าเดนิสออกมาก็คือ คุณยายที่เสียชีวิตไปซึ่งเป็นคนเรียกแม่ของเขาว่าเดนิส ยายผู้ที่อดทนกับโรคมะเร็งมานานหลายปีและเสียชีวิตลงในวันเกิดปีหนึ่งของแม่เขา)
Always trying to keep warm, when you're the sun
ต้องทำตัวให้อุ่นเสมอเมื่อคุณกลายเป็นดวงอาทิตย์แล้ว
(ในท่อนที่แล้วแมตตี้พูดถึงการยืมเสื้อขนแกะจากพ่อหรือแม่ของเขา และท่อนนี้เป็นการอ้างอิงจากทวิตของเขาในปี 2015 ประมาณว่าถึงแม้เขาจะเห็นยายเป็นดวงอาทิตย์แต่เธอก็ยังพยายามให้ความอบอุ่นกับตัวเองเพื่อรักษาอายุและอาการเจ็บป่วยให้ดีขึ้น)





I sat with you beside your bed and cried
ผมนั่งคร่ำครวญอยู่ข้างเตียงของคุณ
For things that I wish I'd said
ร่ำร้องขอโอกาสและความหวังอีกครั้ง
(แมตตี้นั่งอยู่ข้างเตียงของยาย คร่ำครวญสิ่งที่อยากจะบอกกับเธอทั้งหมดที่ไม่มีโอกาสได้บอกตอนที่เธอยังมีชีวิตอยู่)
You still had your nails red
เล็บของคุณยังคงเป็นสีแดง
And if I live past 72, I hope I'm half as cool as you
และถ้าหากว่าผมอายุ72ปี ก็หวังว่าจะเท่ห์ได้ถึงครึ่งหนึ่งของคุณบ้าง
(ยายของแมตตี้ตายตอนอายุ 72 ปี เขาเองก็หวังว่าจะมีชีวิตยืนยาวแบบยายของเขาบ้าง การมีอายุถึง 72 ปีอาจจะอ้างอิงถึง ‘Forever 27 club’ กลุ่มคนดังที่ตายตอนอายุ 27 ก็มี Kurt Cobian, Jim Morrison, Janis Joplin, Amy Winehouse และอีกมากมาย ซึ่งอายุปัจจุบันของแมตตี้ตอนนี้คือ 27 ปี มีโอกาสที่เขาอาจจะหมายถึงการโชว์ความเคารพของเขาที่มีต่อยาย)





I got my pen and thought that I'd write
ผมถือปากกาและครุ่นคิดว่าจะเขียนอะไร
A melody and line for you tonight
เมโลดี้พร้อมเนื้อเพลงสักท่อนเพื่อคุณในคืนนี้
I think that's how I make things feel alright
หวังว่ามันคงทำให้ผมรู้สึกดีขึ้นมาบ้างนะ
(สำหรับแมตตี้การแต่งเพลงเหมือนการชำระล้างอารมณ์หรืออะไรต่างๆให้หายไป อีกทั้งยังเป็นการให้เกีรยติยายของเขาด้วย ซึ่งเพลงที่เขาเขียนถึงยายก่อนหน้านี้ก็คือ ‘HNSCC’ ซึ่งช่วยให้เขาดีขึ้นในระยะหนึ่งเมื่อเธอตายไป)





Made in my room, this simple tune
ทำเพลงในห้องตัวเอง ท่วงทำนองง่ายๆ
Will always keep me close to you
ทำให้ผมรู้สึกว่าคุณยังอยู่ใกล้ๆ
(แมตตี้แต่งเพลงนี้ในห้องนอนของตัวเองไม่ใช่ที่สตูดิโอเหมือนอย่างเคยและไม่มีใครร่วมแต่งด้วย นี่คือเพลงส่วนตัวของเขาเพื่อเป็นที่ระลึกถึงยาย ซึ่งเขาจะเก็บความทรงจำเมื่อครั้งเธอยังมีชีวิตอยู่ตลอดไป)
The crowds will sing their voices ring
กลุ่มคนขับร้องท่วงทำนองให้ดังขึ้น
And it's like you never left
มันเหมือนว่าคุณไม่เคยจากไปเลย
(เมื่อไหร่ที่เขา Live เพลงนี้ ท่ามกลางแฟนเพลงที่ช่วยกันร้อง ณ จุดหนึ่งภาพลวงตาของเขาก็เกิดขึ้น เธอยังคงมีชีวิตอยู่และยืนมองเขาด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความชื่นชม)





But I'm bereft you see
แต่ผมเสียคุณไปแล้ว
I think you can tell
ผมคิดว่าคุณจะกลับมา
I haven't been doing too well
แล้วบอกว่าผมทำได้ไม่ดีเลย
(ถึงแม้ว่าแมตตี้จะวางมาดไม่ค่อยแสดงท่าทางอะไรมากมาย แต่พวกเราก็สามารถสังเกตุได้ว่าเขาผ่านเหตุการที่สูญเสียยายไปได้ยากมาก เขาแสดงให้เห็นว่า ยายสามารถมองเห็นและรับรู้ว่าเขากลายเป็นคนที่สูญเสียทุกอย่างไปแล้ว ที่น่าสนใจของ3บรรทัดสุดท้ายนี้ก็คือ ช่วงที่ใกล้จะร้องจบแมตตี้เกิดสะอื้นขึ้นมา โปรดิวซ์เซอร์อย่าง Mike Crossey แนะนำให้เขาอัดเพลง ‘She lays down’ และในที่สุดก็กลายมาเป็น album version)



Lyrics source : The 1975 - Nana

วันศุกร์ที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

[แปลเพลง] The 1975 - The City






กลับมาที่เพลง The 1975
เพลงดีทุกเพลงจริงๆ


[Verse 1]
Don't call it a fight when you know it's a war
With nothing but your t-shirt on
And go sit on the bed because I know that you want to
You've got pretty eyes, but I know you're wrong

อย่ามาเรียกว่าทะเลาะถ้ารู้อยู่แล้วว่ามันคือสงคราม
คุณไม่ใส่อะไรเลยแม้แต่เสื้อ
ไปนั่งบนเตียงซะ เพราะผมรู้ว่าคุณต้องการอะไร
ซื่อตาใสดีนะแต่ยังไงผมก็รู้ว่าคุณผิด

(คู่รักชายหญิงตื่นขึ้นมาหลังจากมีเซ็กซ์กัน ผู้ชายดันหันไปเห็นว่าผู้หญิงนอนแบบไม่ใส่อะไรเลยก็เกิดโมโหขึ้นมา (คนแปล-อะไรของเอ็งวะ ก็เพิ่งเสร็จกิจ ไม่ใส่ก็ไม่แปลกนี่หว่า -_-*) เถียงกันจนเหนื่อยผู้ชายก็ไล่คู่ตัวเองไปขึ้นเตียงกะจะจัดการอีกสักยก ผู้ชายโมโหมากแต่แฟนตัวเองก็สวยมากแถมร้ายตาใส แต่ผู้ชายมันไม่ยอมแล้วก็เลยทะเลาะกันอีกรอบ)





[Verse 2]

And don't call it a spade if it isn't a spade
And go lie on the floor if you want
The first bit of advice that you gave me
That I liked was they're too strong, too strong
Get in the shower if it all goes wrong

อย่าเรียกมันว่าไพ่โพดำถ้ามันไม่ใช่
ถ้าอยากลงไปดิ้นกับพื้นก็เชิญ
คำที่คุณเคยบอกเมื่อตอนแรก
ก็แบบฉันชอบที่พวกเขาแข็งแรงมากๆ
ไปล้างเนื้อล้างตัวเหอะ ถ้าคิดว่ามันผิดมาก

(“call a spade a spade” คือการใช้คำเปรียบเปรยคำพูดเล็กๆน้อยๆที่ทำให้คุณหงุดหงิดใจ แมตตี้กำลังสื่ถึงตอนที่แฟนบอกว่ารักแต่เขารู้ว่าเธอไม่ได้พูดความจริงและทำให้ทั้งคู่เลิกกันในที่สุด ฝ่ายผู้หญิงก็พยายามหว่านสเน่ห์ใส่แต่ไม่ได้ผล ผู้ชายก็เริ่มรำคาญเลยพูดทำนองว่า “ถ้าทนไม่ไหวมึงก็ไปดิ้นกับพื้นให้ลงแดงตายไปเลย” (คนแปล-ฮาร์ดคอร์แท้พ่อขา) สถานการณ์มันเริ่มแย่เพราะผู้ชายกำลังเมายาอย่างหนัก ฝ่ายผู้หญิงก็พยายามห้าม ยิ่งทำเท่าไหร่ก็ยิ่งแย่ “Get in the shower” ใช้ได้หลายสถานการณ์มาก อย่างเช่นพวกที่เพิ่งพี้ยามาหนักๆก็จะไปอาบน้ำเย็นจัดให้ตาสว่างขึ้น การอาบน้ำยังเป็นการกำจัดสิ่งสกปรกออกจากร่างกายด้วย ซึ่งชายหญิงคู่นี้เพิ่งมีความผิดมาก่อนหน้าที่จะมีเซ็กซ์ได้ไปขโมยเงินจากที่หนึ่งมา เลียงลำดับตามนี้ ขโมยเงิน-มีเซ็กซ์-ทะเลาะกันเพราะผญ.ไม่ใส่เสื้อผ้า-เสพยา-ทะเลาะกันอีกรอบ-ไล่ไปอาบน้ำ-มีเซ็กซ์กันในห้องน้ำ)





[Chorus]

Yeah, you wanna find love?
Then you know where the city is
Yeah, you wanna find love?
Then you know where the city is
Yeah, you wanna find love?
Then you know where the city is, city is
Yeah, you wanna find love?
Then you know where the city is

คุณอยากจะค้นหาความรักใช่ไหม?
ถ้างั้นก็ลองไปหาในเมืองสิ
คุณอยากจะค้นหาความรักใช่ไหม?
ถ้างั้นก็ลองไปหาในเมืองสิ
คุณอยากจะค้นหาความรักใช่ไหม?
ถ้างั้นก็ลองไปหาในเมืองสิ
คุณอยากจะค้นหาความรักใช่ไหม?
ถ้างั้นก็ลองไปหาในเมืองสิ

(“เมือง” คือคำเปรียบเปรยในการเริ่มต้นชีวิตใหม่ พวกเขานึกถึงการพบกันครั้งแรกซึ่งก็เจอกันในเมืองเหมือนกัน และเมืองใหญ่นี่แหละที่พวกเขาจะหลบหนีความผิดที่ก่อในครั้งนี้ไปได้ แมตตี้กำลังเปรียบตัวเองในท่อนนี้ เขาที่ปราศจากความรัก จมปลักอยู่กับยาเสพติด แอลกอฮอล์ อารมณ์รุนแรง เขาไล่คนรักของตัวเองให้ไปหาความรักใหม่ในเมืองและทิ้งเขาเอาไว้ตรงนี้)





[Verse 3]

Yeah, counting cards was the best job he ever had
Cleaning up
He got good with his 4's and his 2's
Community service was the best job he ever had
Cleaning up
He got sick on the floor and his shoes

นั่งนับเลขบนไพ่นั่นหน้าที่หลักของเขาเลยนะ
4 กับ 2 นั่นคงเป็นเลขที่ดีที่สุดในชีวิตเขาแล้วล่ะ
บริการสังคมคงเป็นงานที่ดีที่สุดของเขาเลยนะ
เขาลงไปนอนกองกับพื้นซะแล้ว

(ในการเล่นไพ่ ถ้าคุณมีไพ่ดีก็ต้องปล่อยแกล้งทำเป็นปล่อยไพ่ไม่ดีออกมาให้อีกคนตายใจก่อน Cleaning up ในที่นี้น่าจะหมายถึงทำยังไงก็ได้ให้ภาพลักษณ์ของตัวเองดูดีที่สุดในสายตาของประชาชน แต่ก็ไม่มีอะไรดีขึ้นเลยเพราะเขาก็กลับไปติดยากับเหล้าอีกเหมือนเดิม)





[Bridge]

Oh, and she said, "It’s your birthday, are you feeling alright?"
The next one's the MD, you'll be feeling just fine
Your brother is just sat there and you said that you felt snide
You hope that that boy will be alright

โอ้ แล้วเธอก็พูดขึ้นว่า “นี่มันวันเกิดคุณ รู้สึกเป็นไงบ้าง?”
ถ้าได้เจอหมอ คุณจะรู้สึกดีขึ้นนะ
น้องชายคุณนั่งอยู่ตรงนั้นแต่คุณกลับบอกว่ากำลังถูกเยาะเย้ย
คุณกำลังหวังว่าเด็กคนนั้นจะรู้สึกโอเคขึ้น

(มันไม่ใช่วันเกิดที่ดีในนี้แต่ก็ดันมีคนมาถามอีกว่า “เฮ้ วันเกิดปีนี้เป็นไงบ้าง” ก็เลยยิ่งแย่ *ยกตัวอย่างไปถึงเพลง You (คนแปล-จะแปลต่อจากเพลงนี้แหละจ้า)* MD เป็นคำแสลงได้หลายอย่างในเพลงนี้ เช่น ยา หมอ บลา บลา บลา ที่ทำให้รู้สึกดีขึ้น ตอนแปลขอใช้คำว่าหมอแต่จริงๆแล้วมันหมายถึงยานะ ส่วนคำว่า “Snide” คืออาการเยาะเย้ยหรือถากถาง ทุกคนในครอบครัวรออยู่ในห้องเพื่อจัดงานให้ แต่เพราะเขาเมายาไงเลยนึกว่าครอบครัวกำลังรอถากถางหรือดุด่าเขาอีก)





[Chorus]

Yeah, you wanna find love?
Then you know where the city is
Yeah, you wanna find love?
Then you know where the city is
Yeah, you wanna find love?
Then you know where the city is, city is
Yeah, you wanna find love?
Then you know where the city is

คุณอยากจะค้นหาความรักใช่ไหม?
ถ้างั้นก็ลองไปหาในเมืองสิ
คุณอยากจะค้นหาความรักใช่ไหม?
ถ้างั้นก็ลองไปหาในเมืองสิ
คุณอยากจะค้นหาความรักใช่ไหม?
ถ้างั้นก็ลองไปหาในเมืองสิ
คุณอยากจะค้นหาความรักใช่ไหม?
ถ้างั้นก็ลองไปหาในเมืองสิ

( “เมือง” คือคำเปรียบเปรยในการเริ่มต้นชีวิตใหม่ พวกเขานึกถึงการพบกันครั้งแรกซึ่งก็เจอกันในเมืองเหมือนกัน และเมืองใหญ่นี่แหละที่พวกเขาจะหลบหนีความผิดที่ก่อในครั้งนี้ไปได้ แมตตี้กำลังเปรียบตัวเองในท่อนนี้ เขาที่ปราศจากความรัก จมปลักอยู่กับยาเสพติด แอลกอฮอล์ อารมณ์รุนแรง เขาไล่คนรักของตัวเองให้ไปหาความรักใหม่ในเมืองและทิ้งเขาเอาไว้ตรงนี้)





[Bridge]

Oh, and she said, "It’s your birthday, are you feeling alright?"
The next one's the MD, you'll be feeling just fine
Your brother is just sat there and you said that you felt snide
You hope that that boy will be alright

โอ้ แล้วเธอก็พูดขึ้นว่า “นี่มันวันเกิดคุณ รู้สึกเป็นไงบ้าง?”
ถ้าได้เจอหมอ คุณจะรู้สึกดีขึ้นนะ
น้องชายคุณนั่งอยู่ตรงนั้นแต่คุณกลับบอกว่ากำลังถูกเยาะเย้ย
คุณกำลังหวังว่าเด็กคนนั้นจะรู้สึกโอเคขึ้น

(มันไม่ใช่วันเกิดที่ดีในนี้แต่ก็ดันมีคนมาถามอีกว่า “เฮ้ วันเกิดปีนี้เป็นไงบ้าง” ก็เลยยิ่งแย่ *ยกตัวอย่างไปถึงเพลง You (คนแปล-จะแปลต่อจากเพลงนี้แหละจ้า)* MD เป็นคำแสลงได้หลายอย่างในเพลงนี้ เช่น ยา หมอ บลา บลา บลา ที่ทำให้รู้สึกดีขึ้น ตอนแปลขอใช้คำว่าหมอแต่จริงๆแล้วมันหมายถึงยานะ ส่วนคำว่า “Snide” คืออาการเยาะเย้ยหรือถากถาง ทุกคนในครอบครัวรออยู่ในห้องเพื่อจัดงานให้ แต่เพราะเขาเมายาไงเลยนึกว่าครอบครัวกำลังรอถากถางหรือดุด่าเขาอีก)





[Chorus]

Yeah, you wanna find love?
Then you know where the city is
Yeah, you wanna find love?
Then you know where the city is
Yeah, you wanna find love?
Then you know where the city is, city is
Yeah, you wanna find love?
Then you know where the city is

คุณอยากจะค้นหาความรักใช่ไหม?
ถ้างั้นก็ลองไปหาในเมืองสิ
คุณอยากจะค้นหาความรักใช่ไหม?
ถ้างั้นก็ลองไปหาในเมืองสิ
คุณอยากจะค้นหาความรักใช่ไหม?
ถ้างั้นก็ลองไปหาในเมืองสิ
คุณอยากจะค้นหาความรักใช่ไหม?

( “เมือง” คือคำเปรียบเปรยในการเริ่มต้นชีวิตใหม่ พวกเขานึกถึงการพบกันครั้งแรกซึ่งก็เจอกันในเมืองเหมือนกัน และเมืองใหญ่นี่แหละที่พวกเขาจะหลบหนีความผิดที่ก่อในครั้งนี้ไปได้ แมตตี้กำลังเปรียบตัวเองในท่อนนี้ เขาที่ปราศจากความรัก จมปลักอยู่กับยาเสพติด แอลกอฮอล์ อารมณ์รุนแรง เขาไล่คนรักของตัวเองให้ไปหาความรักใหม่ในเมืองและทิ้งเขาเอาไว้ตรงนี้)







Lyrics Source : The 1975 - The City