วันอาทิตย์ที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560

[แปลเพลง] The 1975 - Nana












Transbymatt – เพลงนี้เกี่ยวกับยายของแมตตี้ที่จากไปด้วยโรคมะเร็งในวัย 72 ปี












I wish you'd walk in again
ผมแค่หวังว่าคุณจะเดินเข้ามาหาอีกครั้ง
Imagine if you just did
ก็ได้แต่นั่งคิดไปแบบนั้น
I'd fill you in on the things you missed
ผมเติมเต็มส่วนที่คุณขาดให้ได้นะ
( ในสมัยที่ยายของแมตตี้ยังมีชีวิตอยู่ทั้งสองคนสนิทกันมาก
เมื่อยายของเขาจากไปแล้ว วันทั้งวันแมตตี้ก็ได้แต่นั่งภาวนา
ขอให้เธอฟื้นขึ้นมาอีกครั้ง เพื่อที่เขาจะได้เล่าเรื่องราวต่างๆในช่วงเวลา
ที่เธอหายไปให้ฟัง )
Oh sleepless Knights, a grown up man dressed in white
โอ้ อัศวินผู้ไม่เคยหลับใหล ชายผู้ยิ่งใหญ่ในชุดสีขาว
Who I thought might just save your life
คนที่ผมคิดว่าจะรักษาชีวิตของคุณเอาไว้ได้
But he couldn't, so you died
แต่เขาทำไม่ได้ คุณก็เลยตาย
(Sleepless Knights เป็นการเล่นคำในที่นี้หมายถึง หมอ,พยาบาล ที่กำลังช่วยชีวิตยายของเขาอยู่
ความหมายโดยรวมของท่อนนี้คือ แมตตี้หันหน้าเข้าหาศาสนาอีกครั้งและสวดภาวนา ขอให้ Man dressed in white #หมอ ช่วยชีวิตยายให้ได้แต่ก็ไม่ได้ผล)





I don't like it, now you're dead
ผมไม่ชอบเลยที่ตอนนี้คุณจากไปแล้ว
It's not the same when I scratch my own head
แม้กระทั่งตอนผมเกาหัวตัวเองมันก็ยังไม่เหมือนเดิม
I haven't got the nails for it
เพราะผมไม่มีเล็บพอที่จะเกามัน
(ความหมายที่แท้จริงก็คือ I haven't got the nails for it
(แมตตี้ตัดเล็บจนสั้นกุด)เป็นเพราะในขณะที่ยังมีชีวิตอยู่ยายกับเขาสนิทกันมาก
การจากไปที่ไม่มีวันกลับมาในครั้งนี้เลยมีผลกระทบกับแมตตี้มากที่สุด
ส่วนความหมายในเชิงเปรียบเทียบ แมตตี้พยายามจะสื่อถึงความสำคัญกับความสนิทสนมของเขากับยาย
เปรียบเธอเป็นเหมือนรอยเกาบนหนังหัวของเขา ที่คอยให้คำปรึกษาในเชิงบวกเพื่อให้เขาพัฒนาตัวเอง ซึ่งเธอคือสิ่งสำคัญที่สุดสิ่งหนึ่งในชีวิตของเขา I haven’t got the nails for it(ไม่มียายมาคอยสั่งสอน น่าจะอารมณ์ประมาณคอยชี้นิ้วสั่งสอน) แม้บางครั้งคำแนะนำนั้นจะจี้ใจดำและทำให้เขาเจ็บปวดไม่น้อย แต่ในที่สุดแมตตี้ก็รู้ว่าทั้งหมดที่ยายทำไปนั้นล้วนแต่เต็มไปด้วยความรักและห่วงใย)
And I know that God doesn't exist
ผมรู้ว่าพระเจ้าไม่มีจริงหรอก
And all the palaver surrounding it
ที่เราทำก็มีแต่พูดกับตัวเองแค่นั้น
But I like to think you hear me sometimes
แต่บางครั้งก็ยังแอบคิดว่าคุณจะได้ยินผมบ้าง
(นี่คือท่อนที่แสดงถึงความย้อนแย้งในตัวของแมตตี้ ด้านหนึ่งเขาหันหลังให้กับศาสนา รู้สึกเกลียดชังการนับถือพระเจ้าในแบบที่ไร้เหตุผลมาก ส่วนอีกด้านหนึ่งเขาก็ยังแอบคิดว่ามันก็เป็นความคิดที่ดีเหมือนกันนะที่ยังสามารถเชื่อว่าคนที่เรารักยังมีความสุขในชีวิตหลังความตายอยู่)





So I reached for a borrowed fleece
ผมมาถึงที่นี่เพื่อยืมเสื้อขนแกะเลยนะ
(การตายของยายส่งผลกระทบกับแมตตี้อย่างมาก เขารู้สึกหนาวเหน็บจนกระทั่งได้มองไปยังดวงอาทิตย์[You:always trying to keep warm, even though you are the sun – Matty] ถึงแม้ว่าเขาจะรักอิสระแต่เขาก็ยังต้องการที่จะสนับสนุนครอบครัวของตัวเอง สื่อให้เห็นในท่อนนี้กับคำว่า ยืมขนแกะ)
From my dad or from Denise
จากพ่อของผมหรือจากเดนิส
(ถึงแม้ท่อนนี้จะเป็นท่อนเดียวสั้นๆ แต่ต้องถอดความแยกเนื่องจากพ่อแม่ของแมตตี้แยกทางกันแล้วนั่นเอง ในส่วนของพ่อไม่มีการบอกอะไรมาก จะไปเยอะในคำว่า Denise[เดนิส] นั่นก็คือแม่ของเขานั่นเอง Denise Welch เป็น Celebrity ที่ดังมากๆใน UK ซึ่งในท่อนนี้เขากล่าวถึงแม่ของเขาสั้นๆด้วยการเรียกชื่อ Denise แต่เหตุผลหลักที่แยกคำว่าเดนิสออกมาก็คือ คุณยายที่เสียชีวิตไปซึ่งเป็นคนเรียกแม่ของเขาว่าเดนิส ยายผู้ที่อดทนกับโรคมะเร็งมานานหลายปีและเสียชีวิตลงในวันเกิดปีหนึ่งของแม่เขา)
Always trying to keep warm, when you're the sun
ต้องทำตัวให้อุ่นเสมอเมื่อคุณกลายเป็นดวงอาทิตย์แล้ว
(ในท่อนที่แล้วแมตตี้พูดถึงการยืมเสื้อขนแกะจากพ่อหรือแม่ของเขา และท่อนนี้เป็นการอ้างอิงจากทวิตของเขาในปี 2015 ประมาณว่าถึงแม้เขาจะเห็นยายเป็นดวงอาทิตย์แต่เธอก็ยังพยายามให้ความอบอุ่นกับตัวเองเพื่อรักษาอายุและอาการเจ็บป่วยให้ดีขึ้น)





I sat with you beside your bed and cried
ผมนั่งคร่ำครวญอยู่ข้างเตียงของคุณ
For things that I wish I'd said
ร่ำร้องขอโอกาสและความหวังอีกครั้ง
(แมตตี้นั่งอยู่ข้างเตียงของยาย คร่ำครวญสิ่งที่อยากจะบอกกับเธอทั้งหมดที่ไม่มีโอกาสได้บอกตอนที่เธอยังมีชีวิตอยู่)
You still had your nails red
เล็บของคุณยังคงเป็นสีแดง
And if I live past 72, I hope I'm half as cool as you
และถ้าหากว่าผมอายุ72ปี ก็หวังว่าจะเท่ห์ได้ถึงครึ่งหนึ่งของคุณบ้าง
(ยายของแมตตี้ตายตอนอายุ 72 ปี เขาเองก็หวังว่าจะมีชีวิตยืนยาวแบบยายของเขาบ้าง การมีอายุถึง 72 ปีอาจจะอ้างอิงถึง ‘Forever 27 club’ กลุ่มคนดังที่ตายตอนอายุ 27 ก็มี Kurt Cobian, Jim Morrison, Janis Joplin, Amy Winehouse และอีกมากมาย ซึ่งอายุปัจจุบันของแมตตี้ตอนนี้คือ 27 ปี มีโอกาสที่เขาอาจจะหมายถึงการโชว์ความเคารพของเขาที่มีต่อยาย)





I got my pen and thought that I'd write
ผมถือปากกาและครุ่นคิดว่าจะเขียนอะไร
A melody and line for you tonight
เมโลดี้พร้อมเนื้อเพลงสักท่อนเพื่อคุณในคืนนี้
I think that's how I make things feel alright
หวังว่ามันคงทำให้ผมรู้สึกดีขึ้นมาบ้างนะ
(สำหรับแมตตี้การแต่งเพลงเหมือนการชำระล้างอารมณ์หรืออะไรต่างๆให้หายไป อีกทั้งยังเป็นการให้เกีรยติยายของเขาด้วย ซึ่งเพลงที่เขาเขียนถึงยายก่อนหน้านี้ก็คือ ‘HNSCC’ ซึ่งช่วยให้เขาดีขึ้นในระยะหนึ่งเมื่อเธอตายไป)





Made in my room, this simple tune
ทำเพลงในห้องตัวเอง ท่วงทำนองง่ายๆ
Will always keep me close to you
ทำให้ผมรู้สึกว่าคุณยังอยู่ใกล้ๆ
(แมตตี้แต่งเพลงนี้ในห้องนอนของตัวเองไม่ใช่ที่สตูดิโอเหมือนอย่างเคยและไม่มีใครร่วมแต่งด้วย นี่คือเพลงส่วนตัวของเขาเพื่อเป็นที่ระลึกถึงยาย ซึ่งเขาจะเก็บความทรงจำเมื่อครั้งเธอยังมีชีวิตอยู่ตลอดไป)
The crowds will sing their voices ring
กลุ่มคนขับร้องท่วงทำนองให้ดังขึ้น
And it's like you never left
มันเหมือนว่าคุณไม่เคยจากไปเลย
(เมื่อไหร่ที่เขา Live เพลงนี้ ท่ามกลางแฟนเพลงที่ช่วยกันร้อง ณ จุดหนึ่งภาพลวงตาของเขาก็เกิดขึ้น เธอยังคงมีชีวิตอยู่และยืนมองเขาด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความชื่นชม)





But I'm bereft you see
แต่ผมเสียคุณไปแล้ว
I think you can tell
ผมคิดว่าคุณจะกลับมา
I haven't been doing too well
แล้วบอกว่าผมทำได้ไม่ดีเลย
(ถึงแม้ว่าแมตตี้จะวางมาดไม่ค่อยแสดงท่าทางอะไรมากมาย แต่พวกเราก็สามารถสังเกตุได้ว่าเขาผ่านเหตุการที่สูญเสียยายไปได้ยากมาก เขาแสดงให้เห็นว่า ยายสามารถมองเห็นและรับรู้ว่าเขากลายเป็นคนที่สูญเสียทุกอย่างไปแล้ว ที่น่าสนใจของ3บรรทัดสุดท้ายนี้ก็คือ ช่วงที่ใกล้จะร้องจบแมตตี้เกิดสะอื้นขึ้นมา โปรดิวซ์เซอร์อย่าง Mike Crossey แนะนำให้เขาอัดเพลง ‘She lays down’ และในที่สุดก็กลายมาเป็น album version)



Lyrics source : The 1975 - Nana

วันศุกร์ที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

[แปลเพลง] The 1975 - The City






กลับมาที่เพลง The 1975
เพลงดีทุกเพลงจริงๆ


[Verse 1]
Don't call it a fight when you know it's a war
With nothing but your t-shirt on
And go sit on the bed because I know that you want to
You've got pretty eyes, but I know you're wrong

อย่ามาเรียกว่าทะเลาะถ้ารู้อยู่แล้วว่ามันคือสงคราม
คุณไม่ใส่อะไรเลยแม้แต่เสื้อ
ไปนั่งบนเตียงซะ เพราะผมรู้ว่าคุณต้องการอะไร
ซื่อตาใสดีนะแต่ยังไงผมก็รู้ว่าคุณผิด

(คู่รักชายหญิงตื่นขึ้นมาหลังจากมีเซ็กซ์กัน ผู้ชายดันหันไปเห็นว่าผู้หญิงนอนแบบไม่ใส่อะไรเลยก็เกิดโมโหขึ้นมา (คนแปล-อะไรของเอ็งวะ ก็เพิ่งเสร็จกิจ ไม่ใส่ก็ไม่แปลกนี่หว่า -_-*) เถียงกันจนเหนื่อยผู้ชายก็ไล่คู่ตัวเองไปขึ้นเตียงกะจะจัดการอีกสักยก ผู้ชายโมโหมากแต่แฟนตัวเองก็สวยมากแถมร้ายตาใส แต่ผู้ชายมันไม่ยอมแล้วก็เลยทะเลาะกันอีกรอบ)





[Verse 2]

And don't call it a spade if it isn't a spade
And go lie on the floor if you want
The first bit of advice that you gave me
That I liked was they're too strong, too strong
Get in the shower if it all goes wrong

อย่าเรียกมันว่าไพ่โพดำถ้ามันไม่ใช่
ถ้าอยากลงไปดิ้นกับพื้นก็เชิญ
คำที่คุณเคยบอกเมื่อตอนแรก
ก็แบบฉันชอบที่พวกเขาแข็งแรงมากๆ
ไปล้างเนื้อล้างตัวเหอะ ถ้าคิดว่ามันผิดมาก

(“call a spade a spade” คือการใช้คำเปรียบเปรยคำพูดเล็กๆน้อยๆที่ทำให้คุณหงุดหงิดใจ แมตตี้กำลังสื่ถึงตอนที่แฟนบอกว่ารักแต่เขารู้ว่าเธอไม่ได้พูดความจริงและทำให้ทั้งคู่เลิกกันในที่สุด ฝ่ายผู้หญิงก็พยายามหว่านสเน่ห์ใส่แต่ไม่ได้ผล ผู้ชายก็เริ่มรำคาญเลยพูดทำนองว่า “ถ้าทนไม่ไหวมึงก็ไปดิ้นกับพื้นให้ลงแดงตายไปเลย” (คนแปล-ฮาร์ดคอร์แท้พ่อขา) สถานการณ์มันเริ่มแย่เพราะผู้ชายกำลังเมายาอย่างหนัก ฝ่ายผู้หญิงก็พยายามห้าม ยิ่งทำเท่าไหร่ก็ยิ่งแย่ “Get in the shower” ใช้ได้หลายสถานการณ์มาก อย่างเช่นพวกที่เพิ่งพี้ยามาหนักๆก็จะไปอาบน้ำเย็นจัดให้ตาสว่างขึ้น การอาบน้ำยังเป็นการกำจัดสิ่งสกปรกออกจากร่างกายด้วย ซึ่งชายหญิงคู่นี้เพิ่งมีความผิดมาก่อนหน้าที่จะมีเซ็กซ์ได้ไปขโมยเงินจากที่หนึ่งมา เลียงลำดับตามนี้ ขโมยเงิน-มีเซ็กซ์-ทะเลาะกันเพราะผญ.ไม่ใส่เสื้อผ้า-เสพยา-ทะเลาะกันอีกรอบ-ไล่ไปอาบน้ำ-มีเซ็กซ์กันในห้องน้ำ)





[Chorus]

Yeah, you wanna find love?
Then you know where the city is
Yeah, you wanna find love?
Then you know where the city is
Yeah, you wanna find love?
Then you know where the city is, city is
Yeah, you wanna find love?
Then you know where the city is

คุณอยากจะค้นหาความรักใช่ไหม?
ถ้างั้นก็ลองไปหาในเมืองสิ
คุณอยากจะค้นหาความรักใช่ไหม?
ถ้างั้นก็ลองไปหาในเมืองสิ
คุณอยากจะค้นหาความรักใช่ไหม?
ถ้างั้นก็ลองไปหาในเมืองสิ
คุณอยากจะค้นหาความรักใช่ไหม?
ถ้างั้นก็ลองไปหาในเมืองสิ

(“เมือง” คือคำเปรียบเปรยในการเริ่มต้นชีวิตใหม่ พวกเขานึกถึงการพบกันครั้งแรกซึ่งก็เจอกันในเมืองเหมือนกัน และเมืองใหญ่นี่แหละที่พวกเขาจะหลบหนีความผิดที่ก่อในครั้งนี้ไปได้ แมตตี้กำลังเปรียบตัวเองในท่อนนี้ เขาที่ปราศจากความรัก จมปลักอยู่กับยาเสพติด แอลกอฮอล์ อารมณ์รุนแรง เขาไล่คนรักของตัวเองให้ไปหาความรักใหม่ในเมืองและทิ้งเขาเอาไว้ตรงนี้)





[Verse 3]

Yeah, counting cards was the best job he ever had
Cleaning up
He got good with his 4's and his 2's
Community service was the best job he ever had
Cleaning up
He got sick on the floor and his shoes

นั่งนับเลขบนไพ่นั่นหน้าที่หลักของเขาเลยนะ
4 กับ 2 นั่นคงเป็นเลขที่ดีที่สุดในชีวิตเขาแล้วล่ะ
บริการสังคมคงเป็นงานที่ดีที่สุดของเขาเลยนะ
เขาลงไปนอนกองกับพื้นซะแล้ว

(ในการเล่นไพ่ ถ้าคุณมีไพ่ดีก็ต้องปล่อยแกล้งทำเป็นปล่อยไพ่ไม่ดีออกมาให้อีกคนตายใจก่อน Cleaning up ในที่นี้น่าจะหมายถึงทำยังไงก็ได้ให้ภาพลักษณ์ของตัวเองดูดีที่สุดในสายตาของประชาชน แต่ก็ไม่มีอะไรดีขึ้นเลยเพราะเขาก็กลับไปติดยากับเหล้าอีกเหมือนเดิม)





[Bridge]

Oh, and she said, "It’s your birthday, are you feeling alright?"
The next one's the MD, you'll be feeling just fine
Your brother is just sat there and you said that you felt snide
You hope that that boy will be alright

โอ้ แล้วเธอก็พูดขึ้นว่า “นี่มันวันเกิดคุณ รู้สึกเป็นไงบ้าง?”
ถ้าได้เจอหมอ คุณจะรู้สึกดีขึ้นนะ
น้องชายคุณนั่งอยู่ตรงนั้นแต่คุณกลับบอกว่ากำลังถูกเยาะเย้ย
คุณกำลังหวังว่าเด็กคนนั้นจะรู้สึกโอเคขึ้น

(มันไม่ใช่วันเกิดที่ดีในนี้แต่ก็ดันมีคนมาถามอีกว่า “เฮ้ วันเกิดปีนี้เป็นไงบ้าง” ก็เลยยิ่งแย่ *ยกตัวอย่างไปถึงเพลง You (คนแปล-จะแปลต่อจากเพลงนี้แหละจ้า)* MD เป็นคำแสลงได้หลายอย่างในเพลงนี้ เช่น ยา หมอ บลา บลา บลา ที่ทำให้รู้สึกดีขึ้น ตอนแปลขอใช้คำว่าหมอแต่จริงๆแล้วมันหมายถึงยานะ ส่วนคำว่า “Snide” คืออาการเยาะเย้ยหรือถากถาง ทุกคนในครอบครัวรออยู่ในห้องเพื่อจัดงานให้ แต่เพราะเขาเมายาไงเลยนึกว่าครอบครัวกำลังรอถากถางหรือดุด่าเขาอีก)





[Chorus]

Yeah, you wanna find love?
Then you know where the city is
Yeah, you wanna find love?
Then you know where the city is
Yeah, you wanna find love?
Then you know where the city is, city is
Yeah, you wanna find love?
Then you know where the city is

คุณอยากจะค้นหาความรักใช่ไหม?
ถ้างั้นก็ลองไปหาในเมืองสิ
คุณอยากจะค้นหาความรักใช่ไหม?
ถ้างั้นก็ลองไปหาในเมืองสิ
คุณอยากจะค้นหาความรักใช่ไหม?
ถ้างั้นก็ลองไปหาในเมืองสิ
คุณอยากจะค้นหาความรักใช่ไหม?
ถ้างั้นก็ลองไปหาในเมืองสิ

( “เมือง” คือคำเปรียบเปรยในการเริ่มต้นชีวิตใหม่ พวกเขานึกถึงการพบกันครั้งแรกซึ่งก็เจอกันในเมืองเหมือนกัน และเมืองใหญ่นี่แหละที่พวกเขาจะหลบหนีความผิดที่ก่อในครั้งนี้ไปได้ แมตตี้กำลังเปรียบตัวเองในท่อนนี้ เขาที่ปราศจากความรัก จมปลักอยู่กับยาเสพติด แอลกอฮอล์ อารมณ์รุนแรง เขาไล่คนรักของตัวเองให้ไปหาความรักใหม่ในเมืองและทิ้งเขาเอาไว้ตรงนี้)





[Bridge]

Oh, and she said, "It’s your birthday, are you feeling alright?"
The next one's the MD, you'll be feeling just fine
Your brother is just sat there and you said that you felt snide
You hope that that boy will be alright

โอ้ แล้วเธอก็พูดขึ้นว่า “นี่มันวันเกิดคุณ รู้สึกเป็นไงบ้าง?”
ถ้าได้เจอหมอ คุณจะรู้สึกดีขึ้นนะ
น้องชายคุณนั่งอยู่ตรงนั้นแต่คุณกลับบอกว่ากำลังถูกเยาะเย้ย
คุณกำลังหวังว่าเด็กคนนั้นจะรู้สึกโอเคขึ้น

(มันไม่ใช่วันเกิดที่ดีในนี้แต่ก็ดันมีคนมาถามอีกว่า “เฮ้ วันเกิดปีนี้เป็นไงบ้าง” ก็เลยยิ่งแย่ *ยกตัวอย่างไปถึงเพลง You (คนแปล-จะแปลต่อจากเพลงนี้แหละจ้า)* MD เป็นคำแสลงได้หลายอย่างในเพลงนี้ เช่น ยา หมอ บลา บลา บลา ที่ทำให้รู้สึกดีขึ้น ตอนแปลขอใช้คำว่าหมอแต่จริงๆแล้วมันหมายถึงยานะ ส่วนคำว่า “Snide” คืออาการเยาะเย้ยหรือถากถาง ทุกคนในครอบครัวรออยู่ในห้องเพื่อจัดงานให้ แต่เพราะเขาเมายาไงเลยนึกว่าครอบครัวกำลังรอถากถางหรือดุด่าเขาอีก)





[Chorus]

Yeah, you wanna find love?
Then you know where the city is
Yeah, you wanna find love?
Then you know where the city is
Yeah, you wanna find love?
Then you know where the city is, city is
Yeah, you wanna find love?
Then you know where the city is

คุณอยากจะค้นหาความรักใช่ไหม?
ถ้างั้นก็ลองไปหาในเมืองสิ
คุณอยากจะค้นหาความรักใช่ไหม?
ถ้างั้นก็ลองไปหาในเมืองสิ
คุณอยากจะค้นหาความรักใช่ไหม?
ถ้างั้นก็ลองไปหาในเมืองสิ
คุณอยากจะค้นหาความรักใช่ไหม?

( “เมือง” คือคำเปรียบเปรยในการเริ่มต้นชีวิตใหม่ พวกเขานึกถึงการพบกันครั้งแรกซึ่งก็เจอกันในเมืองเหมือนกัน และเมืองใหญ่นี่แหละที่พวกเขาจะหลบหนีความผิดที่ก่อในครั้งนี้ไปได้ แมตตี้กำลังเปรียบตัวเองในท่อนนี้ เขาที่ปราศจากความรัก จมปลักอยู่กับยาเสพติด แอลกอฮอล์ อารมณ์รุนแรง เขาไล่คนรักของตัวเองให้ไปหาความรักใหม่ในเมืองและทิ้งเขาเอาไว้ตรงนี้)







Lyrics Source : The 1975 - The City

 

 

วันพุธที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

[แปลเพลง] Gnash – Home (Feat.Johnny Yukon)





เป็นเพลงหนึ่งที่ให้กำลังใจใครหลายคนได้ดีเลยที่เดียว เนื้อความของเพลงก็ประมาณว่า ครอบครัวของ Gnash พ่อ แม่ น้องสาว และตัวเขา ต้องย้ายออกจากบ้านที่เต็มไปด้วยความทรงจำของครอบครัวเพราะว่าปัญหาเรื่องเงิน Gnash ก็เลยนึกถึงคำพูดของพ่อ และเดินตามทางที่ตัวเองรักนั่นก็คือการได้ทำเพลง เพื่อหาเงินมาให้ครอบครัวได้สุขสบายและกลับมาอยู่พร้อมหน้าพร้อมตากันอีกครั้ง :D




[Pre-Chorus: Johnny Yukon]
 
Doesn't matter where we are
We are never far apart, no
Doesn't matter where we go
When I'm with you I am home
Yeah, I am home


ไม่สำคัญหรอกว่าเราจะอยู่กันที่ไหน
เพราะเราไม่เคยไกลกันอยู่แล้ว
ไม่สำคัญหรอกว่าเราจะไปที่ไหนกัน
เพราะเมื่ออยู่กับคุณ ผมก็เหมือนได้อยู่บ้านแล้วล่ะ
ใช่ ผมได้กลับบ้านแล้ว





[Verse 1: Gnash]



I think it was last year on my birthday when you broke the news
Things ain't rollin' how we need them to and we have to move
But I said, "Dad, get those moving boxes out the room"
And cut the cake, I'll get it, I got it, I'll give my all for you
Too many memories and feelings I'm not down to pack
So lately I've been putting all this weight up on my back
I know that's never what you wanted dad, but understand
We can't afford another heart attack to keep the fam intact
It's whatever as long as we stick together
This shit's forever, above us there's nothin' better
Do you remember when you said "Do what you love
And don't give up, it's in your blood"
That's when you taught me that
If all I have is me, then all I need is family
If all I have is home, then all I am is happy
I may not know it all but I know this
Home isn't where you are, it's who you're with and it...

ผมคิดว่าน่าจะเป็นวันเกิดปีที่แล้ว ที่พ่อบอกข่าวร้ายกับผม
ไม่มีอะไรง่ายหรอก มันไม่เป็นแบบที่เราต้องการและตอนนี้เราต้องย้ายออก
ผมพูดว่า “พ่อ เอากล่องเก็บของพวกนั้นออกจากห้องไปเถอะ”
แล้วก็ตัดเค้ก ผมต้องได้ ผมต้องทำได้ ผมจะให้ทุกอย่างกับพ่อ
ความทรงจำ ความรู้สึกมากมาย ผมจะไม่มีวันเก็บมันลงกล่อง
ผมแบกทุกอย่างเอาไว้บนหลัง
ผมรู้ว่าพ่อไม่ต้องการหรอกแต่เข้าใจเถอะนะ
เราทนแบกหัวใจที่แตกสลายของครอบครัวไว้ไม่ได้แล้วนะ
จำได้ไหมคำพูดของพ่อ “ทำสิ่งที่ตัวเองรัก
และอย่ายอมแพ้เพราะมันอยู่ในสายเลือดของเรา”
นั่นคือตอนที่พ่อสอนผม
ทั้งหมดที่ผมมีก็คือตัวเองและสิ่งที่ผมต้องการคือครอบครัว
ทั้งหมดที่ผมมีก็คือบ้าน งั้นตอนนี้ผมก็มีความสุขแล้ว
ผมอาจจะรู้ไม่หมดแต่ผมก็พอจะรู้นะ
เราอาจจะไม่อยู่ที่บ้าน ถ้าคนที่อยู่ไม่ได้ให้ความรู้สึกนั้น





[Pre-Chorus: Johnny Yukon]


Doesn't matter where we are
We are never far apart, no
Doesn't matter where we go
When I'm with you I am home
Yeah, I am home


ไม่สำคัญหรอกว่าเราจะอยู่กันที่ไหน
เพราะเราไม่เคยไกลกันอยู่แล้ว
ไม่สำคัญหรอกว่าเราจะไปที่ไหนกัน
เพราะเมื่ออยู่กับคุณ ผมก็เหมือนได้อยู่บ้านแล้วล่ะ
ใช่ ผมได้กลับบ้านแล้ว





[Chorus: Johny Yukon]


Oh-oh-oh-oh-oh-oh-oh
Oh-oh-oh-oh-oh-oh-oh, oh, oh
Oh-oh-oh-oh-oh-oh-oh
When I'm with you I am home
Yeah, I am home


เพราะเมื่ออยู่กับคุณ ผมก็เหมือนได้อยู่บ้านแล้วล่ะ
ใช่ ผมได้กลับบ้านแล้ว





[Verse 2: gnash]


No matter where we go, we'll call it home
So no matter where we go, we're not alone
Why fix something if it isn't broke?
You call it holding on, I call it hope
I'm not tryna make my sister move or tryna change my momma's mood
So I got all this shit to do to make sure movin's not the move
'Cause lately I've been feeling all this pressure within
But one day we gon' all be back together again
So for now I'm on my grind, workin' all the time
Sending all these dollars, dimes to you
When I'm out there on the road, you can always hit my phone
So I'm always right there next to you
Now I'm missin' all these birthdays
Just to put my family in a good place
'Cause that's all that i wanted in the first place
'Cause I only do it for my family
So we good because...
When I get it all, I'mma give it all to you
And when I get it all, I'mma give it all to you
And know I did it all, yeah I did it all for you
When I'm with you I am home
Yeah, I am home

ไม่สำคัญว่าเราจะไปไหนเพราะเราจะเรียกมันว่าบ้าน
ไม่สำคัญหรอกว่าเราจะไปไหนกันเพราะเราไม่เคยโดดเดี่ยว
ทำไมต้องรักษาถ้ามันไม่ได้ผุพัง?
พ่อเรียกมันว่าการต่อสู้ แต่ผมเรียกมันว่าความหวัง
ผมไม่ได้พยายามผลักน้องสาวให้ไปด้วยหรือเปลี่ยนอารมณ์ของแม่หรอกนะ
ที่ทำเพราะผมอยากมั่นใจว่านี่ไม่ใช่การเคลื่อนที่ที่ศูนย์เปล่า
ผมรับรู้ได้ถึงความกดดัน
แต่วันหนึ่งเราจะกลับมาอยู่ด้วยกันอีกครั้ง
ตอนนี่ที่ผมทำได้ก็แค่ทำงานให้หนักขึ้น
และส่งเงินทั้งหมดให้พวกคุณ
เมื่อผมออกเดินทาง พ่อกับแม่โทรหาผมได้ตลอดเลยนะ
เพราะผมจะไปอยู่ข้างพ่อกับแม่เสมอ
ตอนนี้ผมคิดถึงวันเกิดแต่ละปีเหลือเกิน
แต่เพื่อให้ครอบครัวอยู่ในที่ดีๆ
เพราะมันเป็นสิ่งที่ผมต้องการตั้งแต่แรก
เพราะผมทำเพื่อครอบครัวของผมเท่านั้น
ที่เรายังอยู่ดีก็เพราะ...
เมื่อผมได้มาผมก็ให้พวกคุณทั้งหมด
เมื่อผมมีทุกอย่างผมก็จะให้พวกคุณทั้งหมด
พวกคุณก็รู้ว่าที่ทำทั้งหมด ก็เพื่อพวกคุณทั้งนั้น
เมื่อผมอยู่กับพวกคุณ ก็เหมือนได้กลับบ้านแล้ว
ใช่ ผมได้กลับบ้านแล้ว





[Chorus: Johny Yukon]


Oh-oh-oh-oh-oh-oh-oh
Oh-oh-oh-oh-oh-oh-oh, oh, oh
Oh-oh-oh-oh-oh-oh-oh
When I'm with you I am home
Yeah, I am home


เพราะเมื่ออยู่กับคุณ ผมก็เหมือนได้อยู่บ้านแล้วล่ะ
ใช่ ผมได้กลับบ้านแล้ว